หน้าหลัก

วังนารายณ์

                 

                

 

                                                      วังนารายณ์

                                                                นายจารุพงศ์    พลเดช

                                                                         ประธานมูลนิธิเพื่อลิงลพบุรี

            คำว่า วังนารายณ์เป็นคำพูดที่ชินปากของคนลพบุรี  แต่ชื่อเป็นทางการนั้นมีชื่อว่า  พระนารายณ์ราชนิเวศน์เป็นพระราชวังที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชโปรดให้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ  2209 บนเนื้อที่  41  ไร่ ณ.เมืองลพบุรี  เพื่อใช้เป็นที่ประทับ  ล่าสัตว์  ออกว่าราชการ และต้อนรับแขกเมือง พระองค์ทรงประทับอยู่ ณ. พระราชวังแห่งนี้ ประมาณ  8 ถึง 9 เดือนในช่วงปลายรัชกาลและเสด็จสวรรคต ณ.พระที่นั่งสุทธาสวรรค์ เมื่อวันที่  11 กรกฎาคม  พ.ศ  2232

            ลักษณะเด่นของวังนารายณ์ก็คือ  ซุ้มประตู  โดยมีช่องใส่เทียนจำนวนมากในยามค่ำคืน เมื่อก้าวผ่านประตูเข้าไป ถึงเขตพระราชฐานชั้นกลางจะมีพระที่นั่งจันทรพิศาล  ซึ่งเป็นที่ประทับออกว่าราชการแผ่นและประชุมองคมนตรี  ลักษณะอาคารทรงตึก  หลังคาประตูหน้าต่างเป็นศิลปะแบบไทยแท้ ด้านหน้าพระที่นั่งมีมุขเด็จ  ยื่นออกมาสำหรับเสด็จออกให้ข้าราชการได้เข้าเฝ้า  ด้านข้างเป็นพระที่นั่ง  ดุสิตสวรรค์ธัญญามหาปราสาท  ซึ่งเป็นพระที่นั่งท้องพระโรงมียอดแหลมทรงมณฑป ศิลปแบบไทยและฝรั่งเศสผสมผสานกัน  ตรงกลางท้องพระโรงมีสีหบัญชร ที่เสด็จออกเมื่อมีปฎิสันถารกับผู้เข้าเฝ้า ท้องพระโรงด้านหน้าสร้างแบบฝรั่งเศส  ตัวมณฑปที่อยู่ด้านหลังมีประตูและหน้าต่างเป็นซุ้มแบบไทย  คือ ซุ้มเรือนแก้วฐานสิงห์  ในจดหมายเหตุของทูตฝรั่งเศสได้กล่าวถึงพระที่นั่งองค์นี้ว่า…” ตามผนังประดับด้วยกระจกเงาซึ่งนำมาจากฝรั่งเศส  เพดานแบ่งเป็นช่องสี่เหลี่ยมจัตุรัส 4 ช่อง ประดับด้วยลายดอกไม้ทองคำและแก้วผลึกที่ได้มาจากจีนงดงามมาก...

          วังนารายณ์ยังมีพระที่นั่งอีกหลายองค์ที่สมควรกล่าวถึง นับว่าวังนารายณ์นั้นเป็นสถานที่ ที่น่าสนใจและน่าศึกษาเป็นอย่างยิ่งเอาไว้คราวหน้าจะเล่าให้ฟังอีก.....

 

ลิงวอก

ลิงวอก

 

                                                                             นายจารุพงศ์    พลเดช

                                                                                         ประธานมูลนิธิเพื่อลิงลพบุรี

 

 

                                         ลิงวอก เป็นลิงพันธ์หนึ่งในจำนวนห้าพันธ์ในประเทศไทยที่เราพบกัน นอกจาก

ลิงแสม(สะแหม) ลิงกัง ลิงเสนและลิงไอ้เงียะ แล้ว  ลิงวอกในจังหวัดลพบุรี โดยเฉพาะในเขตเมืองลพบุรีแล้ว

จะมีจำนวนมากพอสมควร จะถือว่าเป็นกลุ่มใหญ่เลยก็ได้ เป็นลิงที่มีวิวัฒนาการไปมาก มีความเฉลียวฉลาด

ว่องไว ปีนป่ายต้นไม้ได้คล่องแคล่วมาก สามารถปรับตัวได้ดี ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงความเป็นอยู่

ตนเองและฝูง เพื่อให้สามารถอยู่ในสังคมเมืองได้อย่างราบรื่น เช่น ปรับเปลี่ยนด้านอาหาร และเวลานอนของ

ตัวเองและฝูงให้เหมาะสมกับการอยู่อาศัยในเมืองได้เป็นอย่างดี มีการรับรู้ การเลียนแบบ และมีความจำได้ดีมาก

ลิงพันธ์วอกนี้ นอกจากจะเป็นลิงที่เฉลียวฉลาดแล้ว ก็ยังมีบุญคุณกับคนอีกมากมายด้วย ก็คือ นักวิจัย นิยมใช้

ลิงวอก เป็นสัตว์ทดสอบยาทดลองด้านชีววิทยา และจิตวิทยา การตรวจสอบแอนติบอดีในเลือดกรุ๊ปต่าง ๆ

ของคนเรานั้น ก็ได้มาจากการทดลองกับลิงวอกนี้เอง แถมคนเรายังชอบเอาลิงวอกมาหัดเล่นละครลิงอีกด้วย

ลักษณะเด่น

                                                ลิงวอกเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า   Macaca

mulatta เป็นลิงที่ร่างกายอ้วนสั้น บริเวณหลังและหัวไหล่ และตะโพกมีสีน้ำตาลปนเทา ส่วนบริเวณ

ใต้ท้องและสีข้างมีสีอ่อนกว่า หางยาวประมาณครึ่งหนึ่งของความยาวลำตัว ขนหางค่อนข้างยาวและฟู

มีการผลัดขนประมาณช่วงเดือน มิถุนายน ถึงเดือนกรกฎาคมของทุกปี โดยจะเริ่มที่บริเวณปากก่อนหลัง

จากนั้นก็เริ่มผลัดขนที่บริเวณหลัง ตัวเมียอาจมีขนสีแดงในฤดูผสมพันธ์ ขนที่หัวของลิงวอกจะชี้ตรงไป

ทางด้านหลัง ลิงวอกตัวผู้จะมีขนาดใหญ่กว่าลิงวอกตัวเมีย ตามปกติจะมีลำตัวยาวจนจรดหัวประมาณ

๔๗ -๕๘.๕ เซนติเมตร ความยาวของหางประมาณ ๒๐.๕ -๒๘ เซนติเมตร น้ำหนัก ๓- ๖ กิโลกรัม

มีขนบริเวณสองข้างแก้มม้วนวนเป็นก้นหอยอีกด้วย

ลักษณะอาหาร

                                               

 

                                                  ลิงวอกตามปกติแล้วก็กินอาหารตามธรรมชาติ เช่น กินผลไม้ กินผัก กินใบ

อ่อนของต้นไม้ แมลงต่าง ๆตลอดจนสัตว์เล็ก ๆ เป็นอาหารตามธรรมชาติและพบอยู่ในบริเวณที่อยู่อาศัย

ของฝูงของตัวเอง ลิงวอกในเมืองลพบุรี ก็เป็นอีกพันธ์หนึ่งในจำนวน ๔ พันธ์ ที่อาศัยอยู่รวมกันลิง

วอกนั้นมีจำนวนมากกว่าลิงพันธ์อื่น ๆ ในปัจจุบันเราได้พบว่ามีการผสมข้ามพันธ์เกิดขึ้นในลิงลพบุรี ก็คือ

การผสมกัน

ระหว่างลิงวอก กับลิงแสม(สะแหม) กลายเป็นพันธ์ทางออกมาเป็นจำนวนมาก มีลักษณะแตกต่างออกไป

จากความสามารถในการปรับตัวและตอบสนองความเปลื่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ได้มีการพัฒนาทางด้านการกิน

อาหารมากขึ้น อาหารที่ชื่นชอบของลิงวอกลพบุรี นอกจากจะเป็นพืชผัก ผลไม้ทุกอย่างแล้ว ยังสามารถกิน

ได้ทุกอย่างที่คนเรากิน การพัฒนาการกินนั้น อาจเนื่องมาจากความอดอยากหรืออาจเกิดจากความอยากรู้

อยากเห็นก็เป็นได้ เมื่อคนเข้าไปในตลาด ซื้อของกิน บางทีหากเผลอก็จะถูกลิงแย่งเอาไปกิน และลิงก็กิน

ทุกอย่างที่แย่งได้เหมือนกัน อาหารยอดนิยมในปัจจุบันก็ผันแปรไปตามคนให้เหมือนกัน บางที่คนเอากล้วย

เอาผัก มาให้ก็กินทิ้งกินขว้างแบบลิง ทำให้สกปรก เทอะเถอะไปหมด ต่อมามีคนเอาถั่วลิสงตราโก๋แก่มา

ให้กิน ก็กินหมดดีไม่เหลือขยะไว้ให้เห็นเลย อีกอย่างที่น่าแปลกใจก็คือ ชอบกินกระทิงครับ

ตอนหลังนี้ได้พยายามประชาสัมพันธ์ คนให้ว่าให้กิน เพราะลิงกินนะกินได้ครับ ลิงลพบุรี เก่งขนาดเปิด

ก๊อกน้ำดื่มได้ เปิดฝาขวดลิโพ หรือกระทิงแดงได้ครับ แต่เมื่อกินแล้ว จะขว้างขวดทิ้งขวด แตกสร้าง

ความเดือดร้อนมากเลยที่เดียว ตอนหลังเราปรับเป็นให้ยาคูลท์แทน

 

พฤติกรรมหลัก

                                                ลิงวอกนั้น มักอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ มีตัวผู้เป็นจ่าฝูง ซึ่งมักจะเป็นลิงวอก

ที่มีขนาดใหญ่ อายุมากแล้ว ตามธรรมชาติแล้ว ชอบอยู่ตามป่าที่มีโขดหินหรือบริเวณยอดเขา แต่สำหรับ

ในลพบุรีนั้น ลิงวอกชอบอาศัยบนยอดหลังคาตึกมากกว่า ชอบลงมาเดินเล่นบนพื้นดิน เป็นลิงที่เชื่องและ

ไม่ค่อยจะกลัวคนมากเท่าไรนัก พฤติกรรมหลักและการแบ่งกลุ่มแบ่งฝูงก็เช่นเดียวกับลิงแสม(สะแหม)

ในลพบุรี (สามารถดูเพิ่มเติมในบทความเรื่องลิงสะแหม) ลิงวอกจะเริ่มผสมพันธ์ได้เมื่ออายุได้ประมาณ

๓- ๔ ปีระยะตั้งท้องนาน ๕-๗ เดือน ออกลูกครั้งละ ๑ ตัว พฤติกรรมหลักนอกจากการกิน การถ่ายแล้ว

งานหลักของลิงวอกที่ต้องทำทุกโอกาสที่วาง ก็คือ การผสมพันธ์ เป็นเหตุให้จำนวนประชากรของลิง

ในลพบุรีเพิ่มขึ้นปีละเกือบ ๓๐%เลยที่เดียว แต่ธรรมชาติก็สร้างความสมดุลเสมอ เมื่อมีเกิดก็มีการตาย

เกิดขึ้นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการตายจากไปด้วยอายุขัยก็มี ถูกรถยนต์ชนตายก็มาก บางทีก็ถูกไฟฟ้า

ดูดเอาบ้าง ถูกยิงบ้าง หรือกัดกันเอง ต่อสู้กันในการเป็นจ่าฝูง ก็มีเหตุถึงตายเหมือนกัน

                                                ลิงวอกนับว่าเป็นลิงที่มีจำนวนมากในลพบุรี เป็นลิงที่ฉลาดและเชื่อง

แต่ขอบอกอย่างนะครับ ลิงลพบุรี ไม่ว่าจะเป็นลิงวอก ลิงกัง ลิงแสมหรือลิงเสน ก็ตาม เป็นลิงที่มีอิสระมาก

ไม่ชอบการจับเนื้อต้องตัวครับ หากท่านเห็นว่าเชื่อง อยากจับตัวอาจถูกกัดต้องไปฉีดยาก็เป็นได้นะครับ

...ขอบอก...

ผู้บริจาคล่าสุด

วันที่ 31 มกราคม 2558

 คุณอริสา 120  บริจาค 1800 บาทบริจาค 1800 บาท

120 /36 หมู่บ้านอาภา 2 ถนนปลายบาง ตำบลใกาสวัสดิ์ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี

คุณอรุณ คุณณัฐวัลย์ แขวงศาลเจ้าพ่อเสือ กรุงเทพ บริจาคอาหารลิง 5 ถุงใหญ่

บริจาคเงิน 1000 บาท

สุกทันตฤาษี มหาคุรุแห่งเมืองละโว้

สุกทันตฤาษี  มหาคุรุแห่งเมืองละโว้

 

 

                                                                                                                                              นายจารุพงศ์      พลเดช

                                                                                                                                              ประธานมูลนิธิเพื่อลิงลพบุรี

 

 

อย่างที่ได้กล่าวไปในบทความเรื่อง  ฤาษีคือใคร  ไปแล้วนั้น (หากท่านยังไม่ได้อ่าน บทความเรื่องดังกล่าว กรุณาย้อนไปอ่านก่อนนะครับจะได้เข้าใจได้ง่ายขึ้น) ผมขอเล่าต่อไปถึงฤาษีที่มีความสำคัญและมีความเกี่ยวข้องกับจังหวัดลพบุรีในปัจจุบันหรือเมืองละโว้ในอดีตว่ามีความเป็นมาอย่างไรต่อไป.....นั่งลงเถิด...สหาย...ผมจะเล่าให้ฟัง

 

    มหาคุรุแห่งเมืองละโว้

               หากจะกล่าวกันแล้ว ฤาษีที่มีความเกี่ยวพันกับสุวรรณภูมิหรือสยามประเทศมาเมื่อเวลาประมาณพันกว่าปีมานี้เอง ในยุคเริ่มก่อตั้งอาณาจักรสยาม คือ ประมาณ พ.ศ. ๑๘๐๐ เศษ ๆ  มีฤาษีที่มีชื่อปรากฏในเอกสารทางประวัติศาสตร์อยู่หลายองค์ด้วยกัน ที่สำคัญ ๆ ก็ได้แก่ พระวาสุเทพฤาษี ที่มีที่พำนักอยู่ ณ ยอดอุฉุจบรรพตหรือเขาอ้อย ( ดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ในปัจจุบัน)   อสีพรหมสิฤาษี มีที่พำนักอยู่ที่ ภูเขาสองยอด และสัชชนาลัยฤาษี มีที่พำนักอยู่ ณ ยอดเขา สะดางค์ บรรพต ( เขาหลวงในจังหวัดสุโขทัยในปัจจุบัน) สุกทันตฤาษี มีที่พำนักอยู่ ณ เขา ธรรมิกบรรพต ในเขตเมืองละโว้ (ตำบลเขาสอคอน อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรีในปัจจุบัน)

                   สำหรับสุกทันตฤาษี ที่เป็นยอดคุรุแห่งเมืองละโว้นี้นั้น  ปรากฏเอกสารทางประวัติศาสตร์ว่าได้เป็นอาจารย์ของกษัตริย์ถึงสามอาณาจักรด้วยกัน คือ อาณาจักรสุโขทัย (พ่อขุนรามคำแหง) อาณาจักรพะเยา (พ่อขุนงำเมือง) อาณาจักรโยนก (พ่อขุนเม็งรายมหาราช) เมื่อครั้งที่กษัตริย์ทั้งสามพระองค์นั้น ยังเป็นเจ้าชาย มาศึกษาเล่าเรียนกับสุกทันตฤาษีที่เขาธรรมิกบรรพตหรือเขาสมอคอนในปัจจุบัน เขาธรรมมิกบรรพตนั้น ตั้งอยู่ในบริเวณอำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี หากดูตามชัยภูมิแล้ว สภาพทางภูมิศาสตร์ของเมืองละโว้ในอดีตและจังหวัดลพบุรีในปัจจุบัน ตั้งอยู่ในขอบทางทิศตะวันออกของที่ราบภาคกลางตอนล่าง ต่อเนื่องกับขอบที่ราบสูงโคราช ตั้งอยู่บนที่ราบสลับกับเนินเขาและภูเขา บริเวณที่ราบลุ่มมีความสูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ ๒๕ ๖๐ เมตร เขาธรรมิกบรรพตจึงเป็นเส้นทางผ่านที่สำคัญในสมัยโบราณ ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับกษัตริย์หลายองค์ ที่มาศึกษาเล่าเรียนแล้วกลับไปถิ่นเดิม ได้สร้างบ้านแปลงเมืองให้มีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอันมาก  สุกทันตฤาษีนับว่าเป็นยอดอาจารย์โดยแท้ ที่สามารถสั่งสอนลูกศิษย์ให้ประสบความสำเร็จจำนวนมาก ตามตำนานได้กล่าวว่า สุกทันตฤาษีนั้น เคยอุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ต่อมาได้ลาสิกขาไปเป็นเพศฆราวาส เมื่อครองเพศฆราวาสแล้ว ก็เกิดความเบื่อหน่ายในเพศฆราวาส จึงออกบวชเป็นฤาษี ได้ไปอยู่ในป่าหิมพานต์ บำเพ็ญเพียรได้ญาณสำเร็จ  อภิญญา ๕ สมาบัติ ๘  แล้วจึงกลับมาพำนัก ณ เขาธรรมิกบรรพต (เขาสมอคอน) 

                                เมื่อร้อยกว่าปีก่อน คือ ในสมัยรัชกาลที่ ๕   พระอาจารย์เภา  พุทธสโร ได้เดินธุดงค์มาพบถ้ำบริเวณเขาสมอคอนแห่งนี้ แล้วพบว่า มีลักษณะเป็นวัดเก่าแก่มาแต่โบราณ เป็นวัดร้างเก่าแก่มานาน โบสถ์วิหารไม่ปรากฏ คงเหลือแต่เถ้าที่แตกหักผุพังอยู่ในถ้ำ (ถ้ำตะโก ในปัจจุบัน) และได้พบกับพระพุทธรูปศิลายืนปางแสดงธรรมจักรองค์หนึ่ง มีความกว้าง ๒๓ นิ้ว สูง ๗๕ นิ้ว พุทธลักษณะศิลปะทรงเครื่องแบบลพบุรี ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า หลวงพ่อธรรมจักร ต่อมาสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลสังฆปรินายก ถวายนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า พระพุทธธรรมิกราชศาสดา เป็นที่เชื่อกันว่า พระพุทธรูปศิลายืนองค์นี้ จะสร้างราว พ.ศ. ๑๗๐๐ เข้าใจกันว่า เป็นพระพุทธรูปที่เจ้ากรุงละโว้ได้โปรดให้สร้างขึ้นเพื่อถวายต่อพระสุกทันตฤาษี

                                พระสุกทันตฤาษี นับว่าเป็นมหาคุรุแห่งเมืองละโว้โดยแท้ ท่านเป็นอาจารย์ของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ถึงสามพระองค์ด้วยกัน เป็นมหาคุรุที่นำทางเสริมสร้างบ้านแปงเมืองสยามประเทศในอดีตให้เจริญรุ่งเรืองเป็นอันมาก ท่านได้สร้างตักศิลาแห่งลวปุระขึ้น นับเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรก ๆของสยามประเทศเลยทีเดียวและตั้งอยู่ในจังหวัดลพบุรี ในปัจจุบัน หากได้รับการบูรณะฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้ง คงจะยิ่งใหญ่ไม่น้อย    หากท่านทั้งหลายที่ประสงค์ที่จะเรียนรู้จากอดีตแล้ว ขอเชิญทุกท่านไปศึกษาได้ที่ วัดถ้ำตะโกพุทธโสภา บนเทือกเขาสมอคอน อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี ได้ทุกเวลาครับ.........